คลินิกเฉพาะทางโรคกระดูกและข้อ
(Special clinic; Orthopedic clinic)

โรงพยาบาลสัตว์เล็ก
าขาวิชาพรีคลินิกทางสัตวแพทย์
าขาวิชาคลินิกสัตว์เล็ก
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปัจจุบันวิทยาการหรือองค์ความรู้ทางด้านสัตวแพทย์ได้มีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก คลินิกเฉพาะทางจึงเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นเพื่อช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานของโรงพยาบาลให้มีมารฐานเพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิจัยทางด้านโรคเฉพาะทางให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีแนวความคิดในการจัดตั้งคลินิกเฉพาะทางโรคกระดูกและข้อขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มมาตรฐานในการรักษาโรคให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนและการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อในสัตว์เลี้ยงให้มีความก้าวหน้า

คลินิกเฉพาะทาง โรคกระดูกและข้อ จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการรักษาโรคกระดูกและข้อ ร่วมถึงความผิดปกติที่เกิดกับระบบอื่นๆ เช่นกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท ที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยคำนึงถึงสุขภาพสัตว์เป็นสำคัญ

วันและเวลาให้บริการ

ตรวจ OPD ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 8.30-11.00 น. ณ โรงพยาบาลสัตว์เล็ก (ข้างปั้มน้ำมัน ปตท.) คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทรศัพท์ 053-948031
###########
กรณีส่งตัวจากคลินิกหรือโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษากรุณานำข้อมูลการรักษาเดิมมาด้วย เช่น ยาที่ได้รับ (ทั้งการฉีดและรับประทาน) ผลการตรวจเลือดและภาพถ่ายทางรังสี (ถ้ามี)
############

ขอบข่ายงานบริการ

ตรวจวินิจฉัยทางอายุรกรรม

ตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัตรการ
ถ่ ายภาพรังสี ตรวจนำไขข้อ ตรวจระดับสารบ่งชี้ทางชีวภาพ

การรักษาทางอายุรกรรม
การรักษาทางศัลยกรรม
กายภาพบำบัด
นวดด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ กระตุ้นไฟฟ้า ธาราบำบัด
การจัดการ
การจัดการสภาพแวดล้อม การจัดการด้านอาหาร การออกกำลังกาย

หนังสือวิชาการ

โรคข้อเสื่อมในสุนัข (CANINE OSTEOARTHRITIS)
ผู้แต่ง อาจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. กรกฎ งานวงศ์พาณิชย์ (บรรณาธิการ)
ราคา 600 บาท จำนวน 531 หน้า
พิมพ์และจัดจำหน่ายโดย สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [ชม]

การตรวจทางกายภาพระบบเคลื่อนไหวของร่างกายในสุนัข
ผู้แต่ง อาจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. กรกฎ งานวงศ์พาณิชย์
ราคา 330 บาท จำนวน 140 หน้า พิมพ์ 4 สีตลอดทั้งเล่ม

มีจำหน่ายที่ ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และร้านหนังสือในเครือซีเอ็ดบุ๊คส์

 

อ.นสพ.ดร.กรกฎ งานวงศ์พาณิชย์

อ.สพญ.ดร.นิยดา สุวรรณคง

 

 

สาระน่ารู้

โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis)

โรคข้อเสื่อมจัดว่าเป็นโรคเกี่ยวกับข้อที่สำคัญและพบได้บ่อย ประมาณร้อยละ 20 ของประชากรสุนัขที่มีอายุมากกว่า 1 ปี จะป่วยด้วยโรคนี้ โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่เกิดกับข้อชนิดที่เคลื่อนไหวได้ โดยจะพบมากในข้อหัวไหล่ ข้อศอก ข้อสะโพก และข้อเข่า รวมทั้งสามารถพบได้ในข้อชนิดที่เคลื่อนไหวได้เล็กน้อย เช่น ข้อกระดูกสันหลัง ลักษณะของโรคเป็นการเสื่อมสลายของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้เสียคุณสมบัติการเป็นข้อต่อ นอกจากนั้นยังพบการสร้างกระดูกใหม่บริเวณชั้นกระดูกใต้กระดูกอ่อน
โรคข้อเสื่อมสามารถแยกออกเป็น 2 ชนิดโดยอาศัยสาเหตุการเกิดโรค คือ โรคข้อเสื่อมปฐมภูมิ เป็นโรคข้อเสื่อมที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่นอนหรือเด่นชัด และโรคข้อเสื่อมทุติยภูมิ เป็นโรคข้อเสื่อมที่เกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆ เช่น การได้รับบาดเจ็บ ความผิดปกติของกระดูกและข้อที่มีมาแต่กำเนิด โรคของระบบต่อมไร้ท่อ โรคข้ออักเสบ โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ โรคข้อศอกเจริญผิดปกติ หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
สุนัขที่เป็นโรคมักจะแสดงอาการทางคลินิก เช่น เดินกะเผลก มีท่าเดินที่ผิดปกติ จากการตรวจคลำ มักพบเยื่อบุข้ออักเสบ ถุงหุ้มข้อหนาตัว พิสัยของข้อผิดปกติ การวินิจฉัยยืนยันอาศัยภาพรังสี ซึ่งสามารถพบ การเคลื่อนออกตำแหน่งปกติเป็นบางส่วนของข้อ การเกิดถุงน้ำใต้กระดูกอ่อนผิวข้อ มีการหนาตัวของกระดูก มีการงอกของกระดูกขึ้นมาใหม่ มีการหนาตัวของถุงหุ้มข้อ ที่เรียกว่า capsular fibrosis นอกจากนั้นจะพบว่าผิวกระดูกที่อยู่ระหว่างช่องว่างของข้อมีลักษณะไม่เรียบ ช่องว่างในข้ออาจกว้าง หรือแคบกว่าปกติ


เปรียบเทียบข้อสะโพกปกติ (1) กับโรคข้อสะโพกที่เป็นข้อเสื่อม (3&4) โดยสุนัขโรคนี้มักมีอาการผิดปกติในท่ายืน นั่ง และเดิน (2)


การรักษาโรคข้อเสื่อมแบ่งได้เป็น 2 วิธีคือการรักษาทางอายุรกรรมและการรักษาทางศัลกรรม โดยการรักษาทางอายุรกรรมเป็นการใช้ยาเพื่อลดอาการปวดที่เกิดขึ้น การใช้ยาช่วยยับยั้งการเสื่อมสลายของกระดูกอ่อนผิวข้อ สำหรับการรักษาทางศัลกรรมเช่นการเปลี่ยนหัวกระดูกใหม่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในสุนัขเนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง การรักษาทางศัลยกรรมที่นิยมทำคือ การตัดเอาหัวกระดูกออก หรือการทำให้เกิดข้อตาย นอกจากการรักษาทั้ง 2วิธีแล้ว ในปัจจุบันพบว่าแพทย์ทางเลือกไม่ว่าจะเป็น การทำกายภาพบำบัด การฝังเข็ม หรือโภชนะบำบัด กำลังเข้ามามีบทบาทในการช่วยรักษาโรคข้อเสื่อม แม้ว่าจะเป็นที่ทราบดีว่าโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ก็หวังว่าจะสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้ไม่มากก็น้อย

โรคข้ออักเสบ (Septic arthritis)

โรคข้ออักเสบ เป็นโรคที่เกิดการอักเสบขึ้นภายในช่องว่างของข้อต่อ มีสาเหตุจากการติดเชื้อหรือเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ แต่โดยส่วนใหญ่พบว่าจะมีสาเหตุจากการติดเชื้อ โดยอาจเกิดจาก การติดเชื้อทั่วร่างกายแล้วเชื้อมีการแพร่กระจายเข้าสู่ข้อ เช่นภาวะ ปอดอักเสบ โรคลำไส้อักเสบ หรือภาวะ bacterial endocarditis เป็นต้น นอกจากนั้นอาจเกิดจากบาดแผลแทงทะลุเข้าถึงช่องว่างข้อ หรือเกิดจากการเจาะหรือผ่าตัดข้อ เชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของโรคข้ออักเสบเป็นเชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptococcus, Staphylococci aureus, Pseudomonas aeuginosa และ Klebsiella spp. นอกจากนั้นอาจเกิดจาก Prevotella bivia, Morelxalla kingae, Ehrlichiosis, Yesinia, Chlamydia, Clostridium spp, Bacteroides spp,
สุนัขที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบจะสามารถเห็นได้ชัดทางคลินิก สุนัขเดินขากะเผลก โดยความรุนแรงจะขึ้นกับความรุนแรงของโรค จะเห็นการลักษณะการบวม แดงบริเวณข้ออย่างชัดเจน เมื่อคล่ำจะรู้สึกร้อน และสุนัขแสดงอาการเจ็บเมื่อกดบริเวณข้อ การวินิจยืนยันสามารถทำได้โดยการเจาะน้ำไขข้อมาตรวจซึ่งจะพบระดับเม็ดเลือดขาวที่สูง นอกจากนั้นการตรวจเลือดก็จะพบภาวะเม็ดเลือดขาวสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งเม็ดเลือดขาวที่พบส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 50 เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล สำหรับการถ่ายภาพรังสีนั้นเป็นวิธีการวินิจฉัยที่ไม่จำเพาะเจาะจง ในระยะแรกจะสามารถพบเงาของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้อบวมมากขึ้น หากเป็นนานอาจพบการเลื่อนหลุดของข้อ รวมทั้งพบช่องว่างของข้อแคบลงเนื่องจากการโดนทำลายของกระดูกอ่อนผิวข้อ


สุนัขมีอาการบวมบริเวณข้อศอก (1) เปรียบเืีทียบข้อปกติ (2) กับข้ออักเสบ (3)


พบว่าโรคนี้มีการตอบสนองต่อการรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวะร่วมกับการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ โดยพบว่ายาปฏิชีวนะที่ให้ผลดีในการรักษาโรคข้ออักเสบคือ ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม semisynthetic penicillin resistant penicillin และกลุ่ม cephalosporines อย่างไรก็ตาม หากสามารถทำการเพาะเชื้อ หรือการตรวจความจำเพาะของยาก่อนการใช้ยาปฏิชีวะได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้สามารถเลือกใช้ยาปฏิชีวนะได้ถูกต้อง เหมาะสม และนอกจากยาปฏิชีวนะแล้วควรใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ร่วมด้วย การผ่าตัดเพื่อระบายหนองจากข้ออาจต้องพิจารณาทำหากพบว่ามีการสะสมของหนองที่มากจนเกิดไป ซึ่งการผ่าตัดระบายหนองจากข้อจะทำให้หายได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถฝังยาปฏิชีวนะเข้าบริเวณข้อได้โดยตรง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษามาก

โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ (Hip dysplasia)

โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า โรคข้อสะโพกห่าง เป็นภาวะที่เกิดความผิดปกติของข้อสะโพก อันเนื่องมาจากความไม่พอดีของการสวมรับกันระหว่าง เบ้ากระดูกเชิงกราน กับหัวกระดูกต้นขาหลัง ทำให้เกิดพยาธิสภาพกับอวัยวะต่างๆที่เกี่ยวข้องได้แก่ เบ้ากระดูกเชิงกราน หัวกระดูกต้นขาหลัง เยื่อบุข้อ และถุงหุ้มข้อ
โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติเป็นโรคที่มีความสลับซับซ้อนเป็นอันมาก จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ได้ โดยพบว่าโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ รวมทั้งพบว่า มีสาเหตุโน้มนำมากมายที่ทำให้สุนัขเกิดโรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ เช่น การได้รับอุบัติเหตุจนทำให้มีการฉีกขาดของถุงหุ้มข้อ เอ็นยึดกระดูกที่หัวกระดูกต้นขาหลัง แล้วไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ทันที ทำให้เกิดภาวะความไม่มั่นคงของข้อ แล้วพัฒนาต่อไปเป็นโรคข้อเสื่อมได้ สุนัขมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในระหว่างที่เป็นลูกสุนัข ทำให้กล้ามเนื้อมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ข้อต้องรับภาระการทำงานมากจนเกิดความไม่มั่นคงของข้อขึ้น ก็ทำให้เกิดโรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติได้ หรือความผิดปกติที่ทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่พยุงข้อสะโพกเกิดการลีบ จะส่งผลให้มีการพยุงข้อสะโพกได้ไม่ดี ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงของข้อสะโพกและพัฒนาเป็นโรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติตามมาในที่สุด
อาการที่สุนัขแสดงออกได้แก่ มีการลุกขึ้นยืน นั่ง หรือนอนอย่างช้าๆ ออกกำลังกายลดลง ไม่ค่อยอยากเดินขึ้นหรือลงบันได มีเสียงดังคลิกจากข้อสะโพกเมื่อสุนัขเดิน มีท่าเดินที่ผิดปกติ เช่น เดินโดยยกขาหลัง 2 ข้างขึ้นพร้อมกัน เดินสองขาหลังปัดไปและมา การวินิจฉัยโรคอาศัยการตรวจทางกายภาพ ได้แก่ การตรวจพิสัยของข้อ การตรวจภาวะข้อสะโพกหลวมด้วยเทคนิคต่างๆ และวินิจฉัยยืนยันโดยการถ่ายภาพรังสี


สุนัขโรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติมีท่ายืนที่ผิดปกติ และภาพรังสีของข้อสะโพกที่เป็นโรค


การรักษาโรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติมีหลายวิธี การพิจาณาเลือกวิธีในการรักษาจะขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความรุนแรงของโรค สภาพร่างกายของสุนัข ความรับผิดชอบของเจ้าของสุนัข ความสามารถในการจ่ายเงินของเจ้าของสุนัข โดยทั่วไปแล้วการรักษาโรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติจะเริ่มด้วยการรักษาทางยา (ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และยาปกป้องกระดูกอ่อน) ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดและการจัดการที่เหมาะสม แต่ถ้าโรคมีความรุนแรงมาก การผ่าตัดก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

โรคสะบ้าเคลื่อน (Patellar luxation)

โรคสะบ้าเคลื่อนเป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยในสุนัข พบว่ากว่าร้อยละ 82 มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม และอีกร้อยละ 15 เป็นการเกิดภายหลังเนื่องมาจากสาเหตุอื่นๆ โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบอุบัติการณ์ในการเกิดโรคกับสุนัขพันธุ์เล็ก (พุดเดิ้ล ปอมเมอราเนียน ชิวาวา ยอร์คเชีย เทอร์เรีย และมิเนียเจอร์ เป็นต้น) การเกิดสะบ้าเคลื่อนที่มักเป็นการเคลื่อนที่ไปด้านใน (ร้อยละ 91.67) มากกว่าการเคลื่อนที่ไปด้านข้าง (ร้อยละ 8.33) ซึ่งความเสียหายของโรคนี้นอกเหนือจากทำให้สุนัขเจ็บ ไม่สามารถใช้ขาได้เป็นปกติแล้ว พบว่ายังสามารถเป็นสาเหตุที่สำคัญของการฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้า ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ดีเพียงพอจะทำให้มีการพัฒนาของโรค กลายเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้ในที่สุด
อาการที่สุนัขแสดงออกก็จะขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรค หากโรคไม่มีความรุนแรงมากอาการทั่วไปที่สามารถเห็นได้ชัดเจนคือ อาการขาโก่ง ข้อเข่าบิดเข้าด้านใน แต่กรณีที่มีความรุนแรงของโรคสูงจะพบว่า สุนัขไม่ใช้ขา การวินิจฉัยโรคนี้สามารถทำได้จากการตรวจทางกายภาพของข้อเข่า
ในการรักษาสะบ้าเคลื่อนมีเป้าหมายในการจัดให้สะบ้าอยู่ในที่ปกติมากที่สุด ร่วมกับการลดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น โดยอาศัยการทำศัลยกรรมร่วมกับการรักษาทางยา สำหรับเทคนิคการทำศัลยกรรมมีหลายวิธีการจะเลือกใช้วิธีใดนั้นก็ขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรค อย่างไรก็ตาม สามารถแบ่งการทำศัลยกรรมแก้ไขสะบ้าเคลื่อนออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ การผ่าตัดแก้ไขเนื้อเยื่อที่อยู่รอบข้อ และการผ่าตัดแก้ไขกระดูกโดยตรง โดยการผ่าตัดแก้ไขเนื้อเยื่อที่อยู่รอบข้อได้แก่ การเย็บรั้ง fabella กับกระดูกสะบ้า การตัดและเย็บเยื่อหุ้มข้อ ส่วนการผ่าตัดแก้ไขกระดูกโดยตรงได้แก่ trochlear wedge recession, lateral reinforcement, proximal tube realignment และ tibial tuberosity transposition

โรคข้อศอกเจริญผิดปกติ (Elbow dysplasia)

โรคข้อศอกเจริญผิดปกติหรือเรียกอีกอย่างว่า โรคข้อศอกเสื่อม เป็นกลุ่มอาการที่ใช้เรียกรวมความผิดปกติ 4 อย่างที่ทำให้ข้อศอกผิดรูปไปได้แก่ การไม่เชื่อมตัวของกระดูกส่วน anconeal process การแตกของกระดูก ulnar ส่วน coronoid ด้านใน การเกิด osteochondritis dissecans ของส่วน medial humeral condyle และการสวมของข้อต่อและการเจริญผิดรูป ซึ่งความผิดปกติทั้งหมดที่กล่าวมาจะส่งผลให้เกิดการเสื่อมของข้อศอกตามมา
สำหรับสาเหตุการเกิดโรคจะแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเป็นความผิดปกติใด เช่น การเกิด osteochondritis dissecans ของส่วน medial humeral condyle มักมีสาเหตุมาจากความผิดปกติในระหว่างการเจริญของกระดูก นอกจากนั้นสาเหตุโดยทั่วไปได้แก่ ความผิดปกติของโภชนาการที่ได้รับในระหว่างที่กำลังเจริญเติบโต ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม การได้รับอุบัติเหตุ โดยอุบัติการณ์ของโรคนี้พบว่าส่วนใหญ่จะเกิดในสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว เช่น German shepherd, Great Dane, Labrador Retriver โดยจะพบในลูกสุนัขที่มีอายุ 4-10 เดือน โดยจะมีการแสดงอาการอย่างชัดเจนเมื่อสุนัขมีอายุประมาณ 8
อาการที่สุนัขแสดงออกคือ การเจ็บขาหน้าแบบเป็นๆ หาย หรืออาจเป็นแบบเจ็บตลอดเวลา ซึ่งความรุนแรงก็จะแตกต่างกัน นอกจากนั้นจะพบว่าข้อศอกมักจะกางออก รวมทั้งขาข้างที่เจ็บหมุนออกข้างนอก นอกจากนั้นจะมีพิสัยของข้อลดลง รวมทั้งพบการบวมของข้อเมื่อทำการคลำ และสุนัขมักแสดงอาการเจ็บเมื่อทำการเหยียดหรืองอข้อศอก สำหรับการวินิจฉัยยืนยันต้องอาศัยภาพถ่ายรังสีของข้อศอก
ในส่วนของการรักษาโรคนี้พบว่าไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ร้อยละ 100


สุนัขมีอาการเจ็บขา บวมบริเวณข้อศอก (A) พบลักษณะของโรคข้อศอกเจริญผิดปกติ (B&C)

การรักษามีทั้งเป็นการรักษาทางยา ร่วมกับการจัดการที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการจัดการด้านอาหาร การออกกำลังกาย และการทำกายภาพบำบัด หรืออาจเป็นการรักษาโดยการผ่าตัด อย่างไรก็ตามการรักษาโดยการผ่าตัดไม่สามารถยับยั้งอาการเสื่อมที่เกิดขึ้นได้ เว้นแต่ทำการผ่าตัดเปลี่ยนหัวกระดูก การรักษาทางยาจึงดูเหมือนเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการรักษาโรคข้อศอกเสื่อม ยาที่ใช้ได้แก่ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และยากปกป้องกระดูกอ่อนผิวข้อ

อัมพาตของขาหลัง (Paraplegia)


ภาวะอัมพาตของขาหลังพบได้ค่อนข้างบ่อยในสุนัขซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากการได้รับอุบัติเหตุ เช่น รถชน ถูกยิง ถูกตี ถูกกัด หรือตกจากที่สูง ซึ่งส่งผลให้มีการแตกหักของกระดูกสันหลัง หรือมีการเคลื่อนของข้อกระดูกสันหลัง แล้วทำให้ไขสันหลังได้รับบาดเจ็บตามมา นอกจากนั้นอาการอัมพาตของขาหลังอาจเกิดจาก เนื้องอกของกระดูกสันหลัง การเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง หรือกระดูกสันหลังเสื่อม
การตรวจวินิจฉัยโรคมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจทางระบบประสาทจะใช้ช่วยบ่งบอกตำแหน่งของวิการที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี การที่สามารถวินิจฉัยโรคและให้การรักษาได้เร็วจะช่วยทำให้โอกาสในการหายจากการเป็นอัมพาตมีสูงขึ้น สำหรับอาการที่สุนัขแสดงออกคือ ไม่ใช้ 2 ขาหลัง ขาปราศจากความรู้สึกเจ็บ แต่หากมีอาการ 2 ขาหน้าเหยียดเกร็งรวมด้วย มักพบว่า สุนัขไม่มีโอกาสหายจากอาการอัมพาต เนื่องจากมีความเสียหายเกิดขึ้นกับไขสันหลังมากเกินความสามารถในการแก้ไข


สุนัขมีอาการอัมพาตขาหลังทั้ง 2 ข้าง (1&3) พบลักษณะของการสะสมแคลเซียมในหมอนรองกระดูก (2) และ การเกิดการเสื่อมของกระดูกสันหลัง (4)


การรักษาอัมพาตของขาหลังประกอบด้วย 2 วิธีคือ การรักษาทางอายุรกรรม และการรักษาทางศัลยกรรม แต่ทว่าปัจจุบันมีศาสตร์แขนงใหม่ที่นำมาใช้ในการรักษาโรคแล้วแสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพพอสมควรนั้นคือ แพทย์ทางเลือก เช่น การรักษาโดยการกระตุ้นไฟฟ้า การฝังเข็ม หรือการทำกายภาพบำบัด เป็นต้น การรักษาทางอายุรกรรมได้แก่ การให้ยาในกลุ่มสเตียรอย ด์และยาขับน้ำเพื่อลดอาการบวมของไขสันหลัง ในรายที่มีการกดทับไขสันหลังเนื่องมาจากกระดูกสันหลังที่แตก หัก หรือเคลื่อน ก็ต้องทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไข มิฉะนั้นแล้วก็มีโอกาสที่ความผิดปกติเหล่านี้จะทำให้ไขสันหลังเสียหายเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นการทำกายภาพบำบัดด้วยการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าหรือการฝังเข็มก็เป็นการรักษาอีกทางเลือกหนึ่งที่พบว่า สามารถทำให้สุนัขกลับมาใช้ขาได้อีก แม้ว่าจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดแจ้งว่าเหตุใดการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าและการฝังเข็มจึงสามารถรักษาอาการอัมพาตของขาได้

กลุ่มอาการ cauda equina (Cauda equine syndrome)

กลุ่มอาการ cauda equine เป็นกลุ่มอาการของระบบประสาทส่วน cauda equine มีชื่อเรียกได้หลายอย่างเช่น lumbosacral spondylopathy, lumbosacral stenosis หรือ lumbosacral spondylolithesis ตำแหน่งของ cauda equine ประกอบด้วยประสาทไขสันหลังส่วนเอวที่ 7 ส่วนเชิงกรานที่ 1-3 และส่วนท้ายทั้ง 5 ส่วน ซึ่งกลุ่มเส้นประสาทนี้ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานบริเวณขาหลัง ก้น กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และหาง โดยสาเหตุของการเกิดกลุ่มอาการ cauda equine มักเกิดจากการถูกกดทับของเส้นประสาทที่เกิดจากการเสื่อมและตีบแคบของรอยต่อระหว่างกระดูกสันหลังส่วนเอวและเชิงกราน นอกจากนั้นอาจเกิดจากการกระทบกระแทก เนื้องอก หมอนรองกระดูกเสื่อม หรือความผิดปกติแต่กำเนิดของกระดูกสันหลัง
อาการที่พบคือ อาการขาเจ็บ ไม่ใช้สองขาหลังในการรับน้ำหนัก ไม่ยอมเดินหรือปีนขึ้นที่สูง การตรวจทางกายภาพทำได้โดยการกดบริเวณ dorsal spinous process ของกระดูกสันหลังส่วนเอวและเชิงกราน ซึ่งสัตว์จะแสดงอาการเจ็บปวด นอกจากนั้นการตรวจการทำงานของเส้นประสาทอาจพบว่าปกติหรือลดลงเล็กน้อย แต่มักพบว่าการตรวจความรู้สึกของผิวหนังส่วนก้นและทวาร มักพบว่าลดลง สามารถใช้ภาพรังสีในการวินิจฉัยยืนยันซึ่งอาจเป็นการถ่ายภาพปกติหรือใช้เทคนิคพิเศษช่วย เช่น myelography
การรักษาโรคนี้ต้องพิจารณาว่า สาเหตุใดทำให้เกิดกลุ่มอาการ cauda equine เมื่อทราบสาเหตุก็สามารถเลือกวิธีการรักษาได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การรักษาควรเริ่มต้นจากการรักษาทางยาก่อน แต่ถ้าอาการมีความรุนแรงมากจนไม่สามารักษาได้โดยการใช้ยากต้องพิจารณาให้การรักษาโดยการผ่าตัด

โดย อาจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. กรกฎ งานวงศ์พาณิชย์
ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
โทรศัพท์ที่ทำงาน 053-948046
โทรศัพท์คลินิก 053-205055
โทรศัพท์้เคลื่อนที่ 089-755-4994
Email korakot_n@hotmail.com

"คนที่คิดว่ารู้แล้ว มักจะไม่ค่อยรู้ แต่คนที่คิดว่าอยากรู้ จะมีความรู้เพิ่มเสมอ "